ประวัติ
ดนตรีของ Hugo นั้นมีทั้งรัศมีความร้อนแรงยามค่ำคืนและความลึกลับอยู่เต็มเปี่ยม สำหรับเจ้าตัวแล้ว Old Tyme Religion ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่ออัลบั้มเท่านั้น แต่ยังเป็นบทสรุปอันแสนชาญฉลาดของความเชื่ออย่างแรงกล้าที่ทับถมกันอย่างต่อเนื่องอยู่ในเรื่องราวของเขา รวมไปถึงบทเพลงของเขาด้วยเช่นกัน ประสบการณ์จากชีวิตจริง ได้นำพาเขาจากป่าร้อนในลุ่มแม่น้ำโขง มายังที่นั่งของร้านอาหารไทยสุดโปรดในย่าน Hell’s Kitchen ที่เขาเลือกให้มันกลายมาเป็นบ้านของเขาไปในที่สุด แต่ด้านที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและเสียงดนตรีของเขานำไปสู่ผลงานอย่าง Old Tyme Religion ที่มีเนื้อหาเต็มไปด้วยการปลุกปั่น เป็นการเปิดตัวผลงานป๊อปที่เต็มไปด้วยท่อนฮุคไพเราะที่แหกกฏออกไปอย่างสิ้นเชิง
“ผมพยายามที่จะทำเพลงเพลงแบบร็อกแอนด์โรลล์ในยุคสมัยของฮิปฮ็อป” เขายืนยัน “การใส่ความคิดที่สมบูรณ์ลงไปในช่วงระยะเวลาเพียง 3 นาที 30 วินาที เป็นความท้าทายอย่างมาก บทเพลงเปรียบเสมือนโลกที่มีแรงดึงดูดและบรรยากาศ รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้น ส่วนอัลบั้มก็ไม่ต่างอะไรกับระบบสุริยจักรวาล”
Hugo เกิดที่ประเทศอังกฤษ แต่ไปเติบโตที่ประเทศไทย เขาเป็นนักแต่งเพลง เป็นนักดนตรี และเป็นนักแสดงที่ทุ่มเทแบบสุดๆ ถึงตอนนี้เขาได้กรุยทางสู่การเกิดใหม่ที่สวยงามจนออกมาเป็นผลงานอย่าง Old Tyme Religion ออกมาแล้วในที่สุด
ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่นสมัยที่ยังอยู่ในประเทศไทย เขาประสบความสำเร็จในวงกว้างกับผลงานสตูดิโออัลบั้มทั้งสี่ชุดที่ออกในนามของวงสิบล้อ วงที่เรียกตัวเองว่า “วงบ้านนอกที่มาพร้อมกับเป้าหมาย” ที่ทำเอาหลายครั้งเพลงของ ‘เขา’ ถูกแบนไม่ให้มีการเปิดออกอากาศผ่านรายการวิทยุมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาตระหนักว่า ประสบการณ์การทำดนตรีแบบไทยๆของตัวเองนั้นมีกรอบที่คับแคบมากเพียงไร “อัลบั้มที่ผมทำตอนอยู่ที่ประเทศไทยซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมแบบอเมริกันอย่างสิ้นเชิงนั้น ถูกทำขึ้นราวกับว่าเรายังอยู่ในยุคปี 70s อย่างไรอย่างนั้นเลย ไม่มีอะไรที่เหมือนอยู่หลังจากปี 1977 ยุคที่ Elvis ยังไม่ตาย ดนตรีพังก์ยังไม่มีด้วยซ้ำ ประเทศไทยยังวนๆเวียนๆอยู่ระหว่างยุค 60s และ 70s ไม่ไปไหน ในตู้เพลงยังมี Creedence Clearwater Revival หรืออะไรก็ตามที่มีกลิ่นแบบนั้นถือว่าเป็นอะไรที่เข้าท่า ซาวนด์ก็ไม่ต่างอะไรกับเสียงจิ้งหรีดหรือเสียงยุง ที่เอาแต่จะมุ่งไปในทิศทางที่ไร้อนาคตอย่างสิ้นเชิง”
ด้วยข้อผูกพันที่อยากจะนำเพลงของตัวเองออกมาให้โลกได้เห็น Hugo ทิ้งสภาพความร้อนชื้นของอากาศเอาไว้เบื้องหลัง ก่อนจะเดินทางไปยังลอนดอน เขาเข้าสู่การค้นหาดนตรีบลูส์แบบครอบคลุม ด้วยการเลือกฟังงานตั้งแต่ของ Howling Wolf, Son House, Robert Johnson จนถึง Skip James “พวกเขาเป็นคนที่ บางครั้งเวลาที่ฟังพวกเขาร้องเพลงแล้ว เสียงที่ออกมาจะไม่เหมือนคนปกติทั่วไปเท่าไหร่” Hugo อธิบาย เขาไม่ได้กำลังมองหาเพลงบลูส์แบบที่ใช้ร้องประกอบโฆษณาเบียร์อะไรแบบนั้น แต่เขากำลังมองหา “อะไรที่เหมือนกับ Mississippi Delta บลูส์แบบคันทรี่ กลิ่นไอแบบนั้นล่ะ”
เขาเริ่มต้นการทำงานซาวนด์ป๊อปยุคก่อนปี 1977 ในแบบของเขาเอง โดยอาศัยอ้างอิงงานอย่าง Appetite For Destruction, Nirvana, Dr. Dre, Jeff Buckley, MGMT, Tame Impala, Black Rebel Motorcycle Club, Devendra Banhart, The Big Pink และอะไรก็ตามที่มีกลิ่นแบบ Jack White เป็นตัวอย่างผลงานในยุคนั้น
สำหรับ Hugo แล้ว ความขัดแย้งที่ถูกอนุมานขึ้นระหว่างดนตรีแบบเมนสตรีมและอันเดอร์กราวนด์นั้นจะคลี่คลายได้เมื่อคุณภาพของดนตรีออกดีมากพอ “The Doors ถือเป็นวงแบบเมนสตรีม” เขาว่า “และไม่มีใครกล้าตั้งข้อสงสัยในผลงานและความสำคัญของพวกเขา ผมคิดว่า The Doors นั้น ‘มีความเป็นศิลปะ’ มากพอๆกับอะไรก็ตามที่ดูจะไม่ค่อยชัดเจนนัก เหมือนกับ Beatles, Led Zeppelin หรือ the Rolling Stones” เส้นบางๆระหว่างการเข้าถึงได้และความน่าสนใจ เป็นจุดที่ดนตรีของ Hugo ยืนอยู่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ “ผมพยายามทำงานออกมาให้มีจังหวะป๊อปแบบปานกลาง ผมไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นพวกอัลเทอร์เนทีฟหรืออินดี้หรืออะไรแบบนั้นเลย ผมมองว่าตัวเองกำลังทำงานดนตรีแบบเมนสตรีมออกมาต่างหาก นั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำ และเล่นให้ทุกคนที่ชอบวัตถุดิบแบบนี้ได้ดูกัน
หนึ่งในเพลงของเขาที่ชื่อ “Disappear” ได้เป็นส่วนหนึ่งในอัลบั้มที่มียอดขายระดับโลกอย่าง I AM… SASHA FIERCE ของ Beyonce แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตอนนั้นโอกาสของ Hugo ในลอนดอนดูจะเลือนลางลงไปเต็มที และเขาก็กำลังตัดสินใจว่าจะกลับบ้านเสียที “ผมกำลังเก็บกระเป๋าเพื่อกลับประเทศไทย” เจ้าตัวยอมรับ “เพลงนั้นก็เลยกลายเป็นเหมือนตัวช่วยชีวิตในหน้าที่การงานของผมเลยก็ว่าได้ แถมลอนดอนยังมีค่าครองชีพที่สูงมากด้วย”
“Disappear” ยังเป็นเพลงที่ได้แสดงถึงจุดแข็งเป็นพิเศษของ Hugo ในฐานะศิลปินอีกด้วย “ผมเป็นคอลลาบอเรเตอร์ ผมชอบเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น และมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนได้เข้าไปในส่วนร่วมในเรื่องราวเหล่านั้น” Hugo ว่า เพลงดังกล่าวนำไปสู่การร่วมงานกันและเกิดเป็นความร่วมมือกับทาง Roc Nation ของ JAY-Z ที่ที่ก่อให้เกิดผลงานอย่าง Old Tyme Religion ขึ้น
เมื่อถึงคราวที่ต้องลงมือทำงานของตัวเอง Hugo ไม่ชอบการที่จะต้องให้มาตีความหรือสร้างความไม่ชัดเจนให้เกิดขึ้นอีก เขาจึงเลือกการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและชัดเจน “ผมอยากจะให้คนที่ได้ฟังรู้ไปเลยว่า เพลงพูดถึงอะไร” เขายอมรับ “ผมไม่ใช่กวี และเนื้อเพลงก็แตกต่างจากบทกวี...” เขาหยุดเป็นครู่ก่อนจะพูดต่อว่า “... นอกจากคุณจะเป็น Jim Morrison หรือ Bob Dylan ก็ว่าไปอย่าง”
แต่ละเพลงใน Old Tyme Religion มีเรื่องเล่าที่แตกต่างกันรวมไปถึงอารมณ์ก็หลากหลาย ขณะที่เพลงชื่อเดียวกันนี้บอกเล่าเรื่องราวความดีงามอันแสนเศร้าจากมุมของคนรักที่กลายเป็นฆาตกรในวงเวียนของรักสามเส้า "Bread & Butter" หรือจะเรียกว่าดนตรีที่พูดถึงความใคร่แบบที่ไม่ซับซ้อนเวอร์ชั่นของ Hugo ก็ได้นั้น เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเหลี่ยมจัดในแบบผู้ชายที่ไม่รู้สึกกระดากใจที่จะชื่นชมด้านเพศของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกโอบอุ้มเอาไว้ด้วยกรูฟที่ละเมียดละไมเหมือนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบฤดูร้อนตลอดทั้งปีเลยทีเดียว
เป็นเพราะความร้อนชื้นนั่นเองที่เป็นแรงขับให้กับสายน้ำขุ่นข้นใน "Mekong Delta" ที่พูดถึงมุมมองของความรักที่เต็มไปด้วยไอหมอกและความเหนือธรรมชาติที่อยู่บนสองริมฝั่งแม่น้ำที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งนี้ เพราะความเกี่ยวเนื่องทางจิตวิญญาณที่มีต่อ Mississippi Delta ความลึกลับของ "Mekong Delta" จึงมีความเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะที่เป็นธาตุน้ำเหมือนกันนั่นเอง
และเพื่อเป็นการแสดงการคารวะแด่ผู้ก่อตั้ง Roc Nation หนุ่ม Hugo จึงได้เลือกที่จะนำเพลงสุดคลาสสิกอย่าง "99 Problems” มาทำใหม่ กลายมาเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความเป็นป๊อป ร็อค คันทรี เออร์บัน และฮิปฮ็อปเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ด้วยหลักปรัชญาที่มีอยู่ในใจ Hugo คาดการณ์เอาไว้ว่า “ถ้าหากการเกิดใหม่มีจริง ผมก็อยากที่จะขึ้นไปนั่งอยู่บนกงล้ออันยิ่งใหญ่นั้นอีกสักสองสามรอบดูครับ” สำหรับในตอนนี้ กงล้อที่ว่านั้นยังคงจะหมุนต่อไปเรื่อยๆ และเราก็จะได้สัมผัสประสบการณ์ทั้งหมดจาก Old Tyme Religion กันต่อไป